จี้รั ฐ อัดเงิน เยียวย าเพิ่ม หลังทำเสียหายแล้ว 8.5 แสนล้าน

นายยร รยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงานศูนย์วิจั ยเ ศรษฐกิ จและธุ รกิจ ธน าคารไทยพาณิ ชย์ (อีไอซี) เปิดเผ ยว่า ได้ประเมินผลกระทบจากการแ พร่ของ cv-19 ระลอกสาม ตั้งแต่เดือน เม.ย.จนถึงเดือน ก.ย.64 รวม 6 เดือน เกิดความสูญเสี ยต่อเศรษฐกิ จแล้วกว่า 8.5 แสนล้านบาท หรือ 5.3% ของจีดีพี

ซึ่งรุนแร งมากกว่าระลอกแรกและระลอก 2 ที่ผ่านมา แต่ความช่วยเหลือของภาครั ฐออกมาเพียง 2-3 แสนล้านบาทเท่านั้น จึงเร่ งให้ภาครั ฐออกม าตรการเพิ่มเติมเพื่อพยุ งเศรษฐกิ จในช่วงที่เหลือของปีอีก 2 แสนล้านบาทจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท และเงินกู้ที่เหลือของ 1 ล้านล้านบาทจนครบ

ทั้งนี้ ม าตรการที่ออกมาล่าสุ ดของภาครั ฐยังไม่เพีย งพอทั้งเชิงพื้นที่ที่ช่วยเหลือรายได้นายจ้างและลูกจ้างเพียง 29 จังหวัดที่โดนล็ อกด าวน์ แต่ผลกระทบกระจายตัวไปยังทั่วประเทศ, เชิ งระยะเวลาที่ช่วยเหลือรายได้เพียง 1-2 เดือน ขณะที่ผลกระท บลากยาวอย่างน้อย 6 เดือน และเชิ งจำนวนเงินที่มีม าตรการช่วยเหลือจากการโอนเงินโดยตรงเพียง 2-3 แสนล้านบาท ถือว่าน้อยกว่า 2 ระลอกก่อนหน้าแย่กว่า

นอกจากนี้ภาครั ฐควรกู้เงินเพิ่มเติม 5 แสนล้านบาทถึง 1 ล้านล้านบาท เพื่อสนับสนุ นการฟื้นฟูและการปรับโครงสร้างเ ศรษฐกิ จไทย แม้ระดับห นี้สาธ ารณะจะปรับสูงขึ้นกว่าเพด านห นี้ที่ 60% ต่อจีดีพี แต่เชื่อว่าภาครั ฐจะสามารถบริหา รจัดการได้ในช่วงดอกเบี้ ยต่ำ และสภาพคล่อ งในประเทศมีอยู่สูง โดยภาครั ฐต้องสื่อสา รถึงแผนการลดระดับห นี้ในระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อเ สถียรภา พการคลัง เช่น จะขย ายฐานภา ษีอย่างไร เป็นต้น และเป็นการรองรับโล กหลัง cv-19

ต่อให้รั ฐไม่กู้เพิ่มห นี้สาธารณะก็ทะลุ 60% ถ้ากู้เพิ่ม 5 แสนล้านบาท ถึง 1 ล้านล้านบาท และใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเศรษฐกิ จข้างหน้าจะบริหารจัดการได้ เพราะช่วงนี้ดอกเบี้ยต่ำ และสภาพคล่อ งในประเทศยังมี เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิ จมากกว่า และไทยสามารถได้ดีกว่านี้

 

หากไม่ทำอาจเกิดแผ ลเป็นทางเศรษฐกิ จ อาจนำไปสู่กำลังซื้อลดลงมาก การลงทุนใหม่ลดลง ความเ หลื่อมล้ำสูง พอเกิดปัญห าต่อเนื่อ ง ทำให้เวลานั้นภาครั ฐต้องใช้จ่า ยเพิ่มเติมอยู่ดี ซึ่งควรทำเพื่อเตรียมพร้อมรองรับความท้าทายใหม่ รองรับโล กหลัง cv-19 เพราะอาจนำไปสู่ความไม่พร้อมต่อโล กที่เปลี่ยนไป

 

นายยร รยง กล่าวว่า อีไอซีจึงปรับลดประมาณการเศรษฐกิ จไทยปี 64 ลงเหลือ 0.7% จากเดิมคาด 0.9% ตามการระบา ดในประเทศระลอกที่สามที่รุนแร งและยืดเยื้ อ ส่งผลให้การบริโภ คภาคเอกช นได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ย วต่างชาติน้อยกว่าคาดเห ลือ 1.7 แสนคน จากคาดเดิม 3 แสนคน โดยเชื่อว่าสถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 4 แม้มีโอกาสจีดีพีติดลบ 0.5% หากการเยียวย าไม่เพีย งพอ และต้องการฟื้ นฟู กระตุ้ นใช้จ่า ยเพิ่มเติม

 

สำหรับปี 65 อีไอซีคาดเศรษฐกิ จไทยขย ายตัว 3.4% เป็นการฟื้ นตัวจากในประเทศและนอกประเทศ เริ่มจากการส่งออกสินค้ ายังมีแนวโน้มขย ายตัวแม้จะชะลอลงตามการร ะบา ดที่เพิ่มขึ้น และเริ่มเปิดเมืองได้คาดนักท่องเที่ย วต่างชาติเดินทางเข้าไทย 6.3 ล้านคน รวมทั้งการใช้จ่า ยในประเทศจะฟื้ นตัวจากกิจกร รมเศรษฐกิ จที่จะกลับมาดำเนินการได้ใกล้เคีย งกับภ าวะปกติอีกครั้ง แต่จะเป็นการฟื้ นตัวอย่างช้าๆ เพราะผลของแ ผลเป็นเศรษฐกิ จที่ลึกจากผลกระท บในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา