ชาคริต เผยเหตุผลขอหยุดที่ แอน ภัททิรา พร้อมเผยเงินที่ใช้รักษาแม่

เรียกได้เป็นอีกหนึ่งครอบครัวที่หลายๆ คนยกให้เป็นครอบครัวที่น่ารัก สำหรับครอบครัวของ ชาคริต แย้มนาม และ แอน ภัททิรา ที่แฟนๆ มักจะได้เห็นโมเมนต์ครอบครัวที่เรียบง่าย สบายๆ วันว่างทั้งคู่ก็จะกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัดเพื่อเข้าสวนดูแลผลผลิตที่ปลูกไว้ ล่าสุด ชาคริต แย้มนาม พร้อมด้วย แอน และ น้องโพธิ์ ลูกชาย

ก็ได้มานั่งให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องราวความรักของทั้งคู่ให้ได้ฟังในรายการ พร้อมกับเล่าถึงช่วงเวลาที่ย ากที่สุดในชีวิตก็มีแอนเข้ามาอยู่เคียงข้าง ตอนนี้เหมือนไปอยู่สวนเต็มตัวแล้ว อยู่สวนเหมือนอยู่บ้าน เราตั้งใจจะไปอยู่จันทบุรีในบั้นปลายชีวิต แต่พอเจอแอนและได้มีครอบครัวก็ยิ่งทำให้เราได้ไปอยู่เร็วขึ้น เราคนเมืองแต่อยากไปอยู่แบบนั้น

แต่เขากลับมาทำงานที่ในกรุงเทพฯ ก็เลยได้ไปทำสวน ทำด้วยตัวเองด้วยและสวนของแอนเอง และผมซื้อที่ดินเอาไว้ติดกับอาหนิง นิรุตติ์ ตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ กะจะไปอยู่ แต่หลังจากนั้นก็ได้มารู้จักแอนที่เป็นคนจันทบุรี และ ที่ที่ผมซื้อก็อยู่ห่างจากบ้านเขาแค่ 15 นาที ก็เริ่มคุยกันจนมาสนิทสนมจนมาเป็นครอบครัว ทำไมถึงหยุดที่แอน

 

ด้วยธ รรมชาติคือผมเป็นคนที่ชอบธ รรมชาติ เป็นคนเรียบง่ายมากนะ จริงๆ ไม่ค่อยเรื่องมาก เราใช้ชีวิตแสงสีมาเยอะแล้ว ติดเพื่อน แต่พอผ่านทุกอย่างมาหมดแล้ว แต่ตัวผมเป็นคนที่ทำงานเสร็จกลับบ้าน มีกิจกรรมทำที่บ้าน เป็นคนที่ใช้บ้านคุ้มมาก พอมาเจอเขา เป็นชีวิตที่เรียบง่ายแล้วมาเจอกัน แล้วมาตอบโจทย์ของตัวเรา และ เขาก็อยู่จันทบุรี

มันเป็นความสุขที่เราได้อยู่กับธ รรมชาติ พอมีลูกยิ่งตอบโจทย์เราได้สร้างอาณาจักรของเรา และ อยู่ต่อไปได้โดยที่ลูกไม่อด มันก็พอเพียง โตขึ้นเขาจะทำอะไรไปสานต่ออะไรก็เรื่องของเขา มันไม่มีใครมาเอาไปจากเขาได้แล้ว พอมาเป็นภรรย าของชาคริต ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไร ชีวิตก็เหมือนเดิมนะ แค่เวลาออกไปไหนก็จะมีคนรู้จักเราเข้ามาทักทาย

คนว่าก็ส่วนหนึ่ง แต่เราเลือกไม่สนใจ เรามองว่ามันคือชีวิตของเรา 2 คน ช่วงที่แม่ไม่สบายหนักก็มีแอนอยู่เคียงข้าง ตอนนั้นผมทำงานหนักมาก ติดเตียง ค่ารักษาดูแลที่จะยื้อเขาเอาไว้ก็ค่อนข้างสูง เป็นสัจธ รรมอย่างหนึ่ง มันทำให้เราเห็นว่ามันคือสิ่งที่เราไม่ได้เตรียมไว้และไม่คิดว่าจะต้องมาทดแทนบุญคุณแม่แบบนี้เลย

 

แต่ในเมื่อมันมาอย่างงี้ก็ต้องทำให้เต็มที่ที่สุด ค่ารักษาแม่ครั้งแรกก็หมดไป 7 ล้าน และ แม่อยู่ต่ออีก 4 ปี การทำงานของผมเท่านั้นที่จะหาเงินได้เพื่อจะมาดูแลคุณแม่จนกว่าท่านจะหมดอายุขัยของเขา ต่อให้มีเงินเก็บก็ไม่พอ แอนก็เป็นตัวแทนผมเข้าดูแลแม่ให้ตอนที่ผมไม่สามารถไปได้ เราเจอกันในช่วงฮาร์ดคอ เขาเข้ามาในช่วงที่ผมน่าจะดิ่งที่สุดแล้วในเรื่องของอารมณ์

เพราะเราต้องสตรองไปด้วยกัน เลยทำให้ผมได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง และ วางแผนอะไรหลายๆ อย่างให้มั่นคง ในสายตาแอนมองว่าชาคริตน่าสงสาร ผู้ชายคนนี้น่าสงสารในความเดียวดายที่เขามี เขาอยู่กับตัวเอง ตัวเองอยู่ในห้อง ความเครียดของเขามันเยอะมาก แล้วเขาก็จะหายไปนั่งสมาธิเป็นสัปดาห์ ซึ่ง ชาคริต แย้มนาม ก็เล่าต่อว่า ตอนนั้นอะไรที่ว่าดีกับแม่ก็ทำหมด

วันที่จะบวชให้คุณแม่ ท่านก็ดีใจมาก แต่หลังจากนั้นตอนตี 4 แม่ก็สโตรกเลยและช่วงนั้นก็ถ่ายละครเยอะ วางแพลนไว้หมดแล้ว แต่พอแม่ไปถึงมือหมอ หมอบอกว่า 5 วันแรกต้องมาดูกันว่าจะเอาชีวิตของเขาไว้ได้หรือเปล่า แต่ผมมีคิวจะต้องไปถ่ายละครเช้าวันนั้นที่เชียงใหม่ต้องตัดสินใจว่าจะไปหรือไม่ไป แล้วตอนนั้นก็บอกแล้วว่าจะบวชให้แม่

เพราะถ้าไม่ไปถ่ายละครก็จะไม่สามารถบวชได้ ก็เลยตัดสินใจไปและขอไว้ว่าให้แม่มีชีวิตอยู่และให้ผมได้กลับมาเจอแม่ 5 วันอันตรายที่หมอบอกผมก็ถ่ายละครอยู่ที่เชียงใหม่ พอกลับมาได้ฤกษ์ก็บวชเลย คนบอกว่ามันเป็นเรื่องของบุญหนักบุญใหญ่มันแรงมาก ก็ได้ส่งแม่อย่างดี